ความเสี่ยง

อดิศักดิ์  แจ่มจิราศัย

ณ วันที่  13  กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2558

 

                ชีวิตคน ไม่ว่าชนชาติใด โดยเฉพาะคนไทย ตั้งแต่ปฏิสนธิ ก็ต้องพบกับความเสี่ยง ด้วยกันทั้งสิ้น เสี่ยงจากความไม่พร้อมของพ่อหรือ หรือทั้งพ่อและแม่ เสี่ยงจากความประมาทเลินเล่อของผู้เป็นแม่ ทำแท้งลูก ลูกเลยไม่ได้เกิด เสี่ยงจากอุบัติเหตุต่างๆนานา

                ถึงแม้เด็กจะได้เกิด ก็ยังคงต้องเสี่ยงกับความพิกลพิการ มาแต่กำเนิด เนื่องจากความสมบูรณ์ หรือพันธุกรรม เกิดมาแล้ว ในวัยทารก เสี่ยงจากการเกิด เจ็บป่วย ขาดการดูแลเอาใจใส่ หรือดูแลมากเกินขนาด ทำให้เด็กมีปัญหาทางร่างกายและสติปัญญา โตขึ้นก็เสี่ยงจากวัยรุ่น ตีกัน หรือโดนลูกหลง เป็นที่น่าเสียดาย น่าสงสารพ่อแม่ เลี้ยงลูกจนโต พอจะได้พึ่งพาอาศัย ก็มาตายซะก่อน เสี่ยงจากอุบัติเหตุที่ก่อขึ้นเอง เช่นขี่มอเตอร์ไซค์ ปีๆตายมากมายหลายราย แต่ก็ไม่กลัวกันเลย

                คนค้าขายเกี่ยวกับสเตนเลส ก็มีความเสี่ยงจากการขึ้นราคาและลงราคา ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่จะมีโอกาสพบเจอ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

                ความเสี่ยงสูงสุดของคนค้าขาย โดยความเห็นส่วนตัว ผมว่า ความเสี่ยงอันเกิดจากนโยบายของรัฐบาล ถือเป็นความเสี่ยงสูงสุด เพราะนโยบายรัฐบาลที่กำหนดออกมาใหม่ทุกครั้ง ล้วนแล้วแต่มีผลทำให้ ราคาขึ้น หรือราคาลงก็ได้ ดังผมจะได้สาธกดังต่อไปนี้

                ประเทศไทยเมื่อก่อน พ.ศ. 2520 ภาษีนำเข้าท่อหรือ เราเรียกกันว่าแป๊ปสเตนเลส รัฐบาลเก็บภาษีถึงร้อยละยี่สิบห้า ก็คือค่าแป๊ปนำเข้าราคาร้อยบาท ต้องเสียภาษีถึงยี่สิบห้าบาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มอีกต่างหาก ซึ่งภาษีจะจัดเก็บเท่าไร เป็นหน้าที่ของศุลกากร เป็นหน่วยงานของรัฐ ศุลกากรก็ต้องปฏิบัติตาม นโยบายของรัฐบาล เนื่องจากขณะนั้น ยังไม่มีโรงงานผลิต แป๊ปสเตนเลสในประเทศไทย จนกระทั่งมีบริษัทสรรพสิทธิ์เมทอล ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นโรงงาน ผลิตสเตนเลสแห่งแรก เกิดขึ้นในเมืองไทย ตามด้วยไทยไลออน หรือไทยไซโฮ และลีไทยมุ้ย และอื่นๆเกิดตามกันมา

                เมื่อประเทศไทยมีผู้ผลิต แป๊ปสเตนเลสแล้ว ภาษีนำเข้าท่อ ก็ลดลงในช่วงประมาณปี 2540 เหลือเพียง 12% การลดภาษีนำเข้า ราคาสเตนเลสก็จะถูกลง อันเกิดจากนโยบายของรัฐ ในทางตรงข้าม หากรัฐบาลต้องการเงิน ก็อาจเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ราคาสเตนเลสก็จะเพิ่มขึ้นทันที 3% โดยที่พ่อค้า ก็จะผลักภาระให้กับผู้ใช้ หรือผู้ซื้อนั่นเอง

                และแล้วราคาแป๊ป ก็ได้ลดลงอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลประกาศลดภาษีแป๊ป ทั้งเหล็ก สเตนเลส จาก 12%   เหลือเพียง 1% ในช่วงที่มีการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกล่าวกันว่า มูลค่าของแป๊ปที่ใช้เฉพาะงาน สนามบินสุวรรณภูมิสูงถึงกว่า 6,000 ล้าน (หกพันล้านบาท)

                การลดภาษีนำเข้าจาก 12% เหลือเพียง 1% รัฐขาดรายได้ แต่ผู้ซื้อได้ถูกลงทันทีกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวม ภาษีมูลค่าเพิ่มอีกต่างหาก

                นโยบายของรัฐ จะให้คุณให้โทษแก่ผู้ประกอบการ เป็นมีดสองคม ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้บริหารประเทศ ที่สำคัญ ความโปร่งใส เห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และในปีหน้าเป็นต้นไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าสู่ AEC ซึ่งหลักๆคือ เรื่องของภาษี สินค้านับหมื่นรายการ ต่อไปนี้จะเป็นศูนย์ คำถามก็คือ ประเทศไทยมีความพร้อม มากน้อยเพียงใด ซึ่งเรื่องนี้ มีโอกาสผมจะขออนุญาตเรียนเสนอต่อไป